About Us

โครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน

ในปี 2554 ธนาคารโลก (The world Bank) ประกาศว่าประเทศไทยได้ขยับสถานะขึ้นมาอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง (Upper – Middle Income Country) อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยยังติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap)[1] สถานะดังกล่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่กำลังแสดงให้เห็นว่า รูปแบบเศรษฐกิจปัจจุบันของประเทศไทยไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวเข้าสู่ประเทศรายได้สูง และจำเป็นจะต้องเร่งปรับเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่ภาคการผลิตและภาคบริการอาศัยความรู้เป็นตัวขับเคลื่อน ให้ความสำคัญในการวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ซึ่งรูปแบบเศรษฐกิจนี้เรียกว่า เศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge – Based Economy) โดยผู้ที่นำการขับเคลื่อนไปสู่รูปแบบเศรษฐกิจดังกล่าวคือภาคเอกชนของประเทศ

เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจฐานความรู้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาอุปสรรคในการขับเคลื่อนประเทศ จากสถิติในปี 2554[2] พบว่าอัตราส่วนบุคลากรด้าน วทน. ของประเทศไทยอยู่ที่ 8 คน ต่อประชากร 10,000 คน ซึ่งเมื่อทำการเทียบกับประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี อาทิ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนบุคลากรด้าน วทน. ต่อประชากร 10,000 คนน้อยกว่าประเทศเหล่านี้ 7 – 11 เท่า และถ้าทำการพิจารณาโดยละเอียดยังพบอีกว่า จำนวนบุคลากรด้าน วทน. กว่าร้อยละ 72 ของบุคลากรด้าน วทน. ของทั้งประเทศ สังกัดอยู่ในหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยของภาครัฐ ขณะที่ในภาคเอกชนมีเพียง 14,256 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 28 โดยมีบุคลากรในระดับปริญญาเอกจำนวน 734 คน และปริญญาโทจำนวน 3,758 คน จากสถิติจำนวนบุคลากรด้าน วทน. ดังกล่าวแสดงให้นัยสำคัญว่าประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการผลิตบุคลากรด้าน วทน. รุ่นใหม่เพื่อเข้ามาสนับสนุนการทำวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมในภาคเอกชน แต่การสร้างบุคลากรในระดับปริญญาโทและระดับปริญญาเอกต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 – 4 ปีซึ่งอาจไม่ทันการต่อการตอบสนองความต้องการของภาคเอกชนและการขับเคลื่อนประเทศ นอกจากนี้ยังพบอีกด้วยว่ากว่า 90% ของภาคเอกชนไทยคือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมต่อการทำวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม ซึ่งปัญหาทั้งสองนี้ไม่สามารถแก้ไขอันใดอันหนึ่งก่อนได้

Table_Numbert of Researchers.png

จาการดำเนินการศึกษาวิจัยแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมกันกับการระดมความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สวทน. พบว่าการสร้างการเชื่อมโยงที่เข้มแข็งระหว่างภาคมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม (University-Industry Linkage) คือปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ และปัจจัยดังกล่าวจึงกลายเป็นที่มาของนโยบาย Talent Mobility หรือ “โครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันในภาคเอกชน” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสร้างความเชื่อมโยงที่เข้มแข็งระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม ด้วยการเคลื่อนย้ายอาจารย์นักวิจัยซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปร่วมทำวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมกับภาคเอกชนเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม พร้อมกันกับสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ด้วยการนำนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเข้ากิจกรรมดังกล่าวด้วย โดยกิจกรรมที่อาจารย์นักวิจัยและนิสิตนักศึกษาที่จะเข้าไปปฏิบัติงานในภาคเอกชนประกอบด้วย 4 กิจกรรมดังนี้ 1) การวิจัยและพัฒนา 2) การแก้ปัญหาเชิงเทคนิคและวิศวกรรม 3) การวิเคราะห์และทดสอบระบบมาตรฐาน 4) การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม

AboutPage_Timeline.png

ในปี 2556 สวทน. ได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการทดลองนำร่องโครงการ Talent Mobility ซึ่งได้รับความสนใจจากภาคเอกชนเป็นอย่างมาก และถัดมาในปี 2557 สวทน. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการสนับสนุนระบบนิเวศน์นวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ผ่านการจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวก Talent Mobility 4 ภูมิภาคในมหาวิทยาลัยดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมร่วมกันระหว่างอาจารย์นักวิจัยและสถานประกอบการ อาทิ การจับคู่ (Matching) การดำเนินการติดตามประเมินผลโครงการ การประสานงานต้นสังกัดของอาจารย์นักวิจัย รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการปรับปรุงกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐ นอกจากนี้ สวทน. ยังได้ดำเนินการเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อเป็นการผลักดันนโยบาย Talent Mobility และสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน พร้อมกันนั้น สวทน. ได้จัดทำฐานข้อมูลอาจารย์นักวิจัยทั่วประเทศ (Talent Mobility Database) เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงดังกล่าวอีกด้วย

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนโยบาย Talent Mobility ด้วยกัน 3 ข้อ โดยสรุปดังนี้ 1) ให้การไปปฏิบัติงานในโครงการ Talent Mobility ในภาคเอกชนถือเป็นการปฏิบัติงานเต็มเวลาของหน่วยงาน 2) ให้การปฏิบัติงานตามข้อ 1 ของบุคลากรที่มีข้อผูกพันตามสัญญาชดใช้ทุนนับเป็นเวลาชดใช้ทุนตามสัญญาด้วยทั้งนี้ ให้รวมถึงผู้รับทุนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ ก่อนเริ่มปฏิบัติงานในหน่วยงานต้นสังกัด และ 3) ให้บุคลากรที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถใช้ผลการปฏิบัติงานในการขอตำแหน่งทางวิชาการหรือตำแหน่งงานอื่นๆ รวมทั้งการขึ้นเงินเดือน ในปีเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ได้เห็นความสำคัญของนโยบาย Talent Mobility จึงได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในการผลักดันนโยบายและสนับสนุนความเข้มแข็งให้กับการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน

AboutPage_CabinetApproval.png

สวทน. ร่วมกับ สวทช. ดำเนินการสำรวจความต้องการบุคลากรด้าน วทน. เพื่อดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมจากสถานประกอบการทั่วประเทศในปี 2558 ผลการสำรวจพบว่าสถานประกอบการมีความต้องการบุคลากรด้าน วทน. จำนวน 1,374 โจทย์จากทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าว ในปี 2559 – 2560 สวทน. ได้ดำเนินการขยายเครือข่าย Talent Mobility (Talent Mobility Network) กับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ โดยปัจจุบันเครือข่าย Talent Mobility มีหน่วยงานพันธมิตรจำนวน 27 หน่วยงาน ประกอบด้วย 21 มหาวิทยาลัย 7 หน่วยงานภาครัฐ และ 1 มูลนิธิ และในปี 2560 สวทน. ได้เล็งเห็นถึงความแตกต่างในธรรมชาติของอาจารย์นักวิจัย มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้สามารถพัฒนาระบบนิเวศน์นวัตกรรมให้สอดคล้องกับธรรมชาติของภูมิภาคที่แตกต่างกัน สวทน. จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับกลุ่มโครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility) 4 ภูมิภาค และเชิญผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะกรรมการเพื่อให้ข้อเสนอแนะและแนวทางการดำเนินโครงการ Talent Mobility ให้สอดคล้องกับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

AboutPage_TM-Network.png

AboutPage_CommitteeStructure.png

ในระยะถัดไป เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศน์นวัตกรรมของมหาวิทยาลัยและภูมิภาค ร่วมถึงการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม สวทน. ได้ดำเนินการศึกษาและจัดเตรียมแนวทางในการดำเนินงาน อาทิ การเสริมสร้างและปรับปรุงการบริหารจัดการศูนย์อำนวยความสะดวกและหน่วยงานร่วมดำเนินการให้มีความสะดวกคล่องตัวและตอบสนองต่อความต้องการเชิงภูมิภาคมากยิ่งขึ้น การเพิ่มศักยภาพบุคลากรประสานงานของศูนย์อำนวยความสะดวกและหน่วยงานร่วมดำเนินการ การเสริมสร้างการเชื่อมโยงเครือข่าย Talent Mobility กับมหาวิทยาลัยอื่นในภูมิภาค การบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ การศึกษาพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโครงการและดำเนินงานของศูนย์อำนวยความสะดวกและหน่วยงานร่วมดำเนินการเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมถึงการศึกษาและคาดการณ์บุคลากรด้าน วทน. เพื่อจัดทำแผนการสร้างและพัฒนาบุคลากรด้าน วทน. ที่จำเป็นของประเทศในอนาคต เป็นต้น

[1] The World Bank, 2016

[2] สวทน.

อยู่ภายใต้การกำกับและดูแลโดย:

สำนักงานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ตั้งอยู่ที่:

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (National Science Technology and Innovation Policy Office)

319 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

Email: TalentMobilityThailand@gmail.com, talentmobility@sti.or.th, tmstaff@sti.or.th

โทรศัพท์ : 02-109-5432, 02-160-5432

โทรสาร : 02-160-5438