รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร

รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (สวทน.) ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility) เพื่อให้บุคลากรที่มีองค์ความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐ มีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-based Economy) และส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างภาคอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรม (University-Industry Linkages) อย่างเป็นรูปธรรม เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่ ทำให้เกิดนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในระยะยาว คลิกเพื่อดาวน์โหลด รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร โครงการ Talent Mobility เริ่มมีการนำร่องการดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ร่วมกับโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จากนั้นในปี พ.ศ. 2557 สวทน. มีการสนับสนุนให้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวก Talent Mobility ขึ้น 4 แห่ง ตามภูมิภาค ซึ่งมหาวิทยาลัยที่ร่วมดำเนินการได้เริ่มมีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้มีความสอดคล้องกับการดำเนินโครงการฯ ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 มีมติคณะรัฐมนตรี ออกมาเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ และ สวทน. ได้ขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ มากขึ้น และมีการบูรณาการการดำเนินโครงการฯ

รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐ ไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility) โดยการเคลื่อนย้ายอาจารย์และนักวิจัยซึ่งส่วนใหญ่ปฏิบัติงานอยู่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปร่วมดำเนินงานด้านการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมกับภาคเอกชน พร้อมกันกับการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ซึ่งปัจจุบันยังเป็นนิสิตนักศึกษา ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) และส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างภาคอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรม (University-Industry Iinkages) อย่างเป็นรูปธรรม เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน คลิกเพื่อดาวน์โหลด รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน รวมถึงอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ โครงการ Talent Mobility ได้มีการสร้างระบบ Clearing House ขึ้นมาอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงบุคลากรของภาครัฐให้ไปช่วยภาคเอกชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบัน สวทน. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการกว่า 21 แห่ง และมีหน่วยงานร่วมดำเนินการอีกกว่า 7 แห่ง จากการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันมีบุคลากรวิจัยจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยภาครัฐที่เคลื่อนย้ายไปปฏิบัติงานในภาคเอกชนรวมทั้งสิ้น 1,237 คน ไปยังสถานประกอบการ จำนวน 376 แห่ง แบ่งเป็นบุคลากรจากมหาวิทยาลัย 1,114 คน (นักวิจัย

กลไกการสร้างความตระหนัก เพื่อให้เกิดการจับคู่เชื่อมโยง

กลไกการสร้างความตระหนัก เพื่อให้เกิดการจับคู่เชื่อมโยง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการ Talent Mobility ให้กับนักวิจัย อาจารย์ ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน รวมถึงเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันเพื่อนำไปสู่การจับคู่และเกิดการเคลื่อนย้ายบุคลากร วทน. ไปปฏิบัติงานในภาคเอกชน ทางโครงการ Talent Mobility จึงมีการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ นักวิจัยจากภาครัฐ ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม โดยมีรายละเอียดการจัดกิจกรรมดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ที่ดำเนินการโดย สวทน. 1.1 กิจกรรม Talent Mobility Fair 2015 – 2016กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ Talent Mobility และเป็นการเปิดโอกาสให้พบปะพูดคุยระหว่างหน่วยงานต่างๆของภาครัฐกับภาคเอกชน โดยกิจกรรม Talent Mobility Fair ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 ณ ห้องแกรนด์บอลลูม ชั้น 6 โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และการเสวนาในหัวข้อต่างๆ

ระบบการเชื่อมโยงนักวิจัยเพื่อสนับสนุนการลงทุน (BOI)

ระบบการเชื่อมโยงนักวิจัยเพื่อสนับสนุนการลงทุน (BOI) จากการขับเคลื่อนโครงการ Talent Mobility ในช่วงเริ่มต้นซึ่งได้มีการสร้างความตระหนักถึงการเชื่อมโยงบุคลากรวิจัยกับสถานประกอบการมากขึ้น ภาครัฐจึงได้ขยายแนวทางการดำเนินการขับเคลื่อนให้สอดคล้องกันมากขึ้น สำนักงานส่งเสริมการลงทุนจึงได้มีการผลักดันให้กิจกรรมของ Talent Mobility เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ภาคการลงทุน โดยได้มีประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2/2557 (ฉบับที่ 2) เรื่องการขอรับสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Merit-based Incentives) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถรองรับภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ใช้เทคโนโลยีสูง และยกระดับอุตสาหกรรมและบริการของไทย รวมถึงช่วยผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภาคเอกชนมาสู่บุคลากรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีสิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนคือ สถานประกอบการสามารถขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Merit-based Incentive) ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากโครงการ Talent Mobility ตามประกาศจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2/2557 (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2558 พิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 10/2558 เรื่องนโยบายส่งเสริมการลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ อนุสนธิประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 2/2557 ลงวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557 เรื่องนโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain)

กลไกการใช้ประโยชน์นักเรียนทุนภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน

กลไกการใช้ประโยชน์นักเรียนทุนภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน เมื่อพิจารณาการกระจุกตัวของบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ของประเทศพบว่าบุคลากร วทน. ส่วนใหญ่อยู่ในภาครัฐ ดังแสดงตามตารางด้านล่าง ซึ่งจากส่วนหนึ่งของเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ต้องการให้สัดส่วนร้อยละบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาแบบทำงานเต็มเวลา (R&D personel: FTE) (person-year) ในภาคเอกชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 วัตถุประสงค์กลไกการใช้ประโยชน์นักเรียนทุนภาครัฐฯ ข้อเสนอการสนับสนุนโครงการ เพิ่มเติมรูปแบบการสนับสนุนทุน “ทุนนักวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม” เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ สนับสนุนการทำวิจัยพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม และเชื่อมโยงการวิจัยพัฒนาระหว่างนักวิจัยรุ่นใหม่กับภาคอุตสาหกรรม โดย สวทน. ร่วมสนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายประจำเดือนให้นักวิจัยระดับปริญญาโทและระดับปริญญาเอกในการทำวิจัยและพัฒนา ดังตาราง 1. ตาราง 1. รายละเอียดค่าใช้จ่ายในการร่วมสนับสนุนทุนนักวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (1 ปี ต่อระยะเวลาการดำเนินโครงการ) หมายเหตุ -ค่าใช้จ่ายในการร่วมสนับสนุนทุนนักวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมระหว่าง สกว. และ สวทน. จะสนับสนุนทุนละไม่เกิน 2 ปี โดยมีการประเมินคุณภาพทุก 1 ปี -นักวิจัยจะต้องทำงานวิจัยเต็มเวลาให้กับสถาบันต้นสังกัด-มหาวิทยาลัยของต้นสังกัดของอาจารย์ที่ปรึกษา/นักวิจัยพี่เลี้ยงต้องร่วมสนับสนุนในแต่ละโครงการในกรณีของสถานประกอบการขนาดใหญ่ตามนิยามของกฎกระทรวงอุตสาหกรรม สถานประกอบการจะต้องดำเนินการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ หรือดำเนินการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ หรือดำเนินการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในโครงการความร่วมมือระดับชาติ (National

กลไกส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพของบุคลากรวิจัยในอุตสาหกรรมอาหาร (R&D Talent Development Program for Food Industry)

กลไกส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพของบุคลากรวิจัยในอุตสาหกรรมอาหาร (R&D Talent Development Program for Food Industry)  จากตัวเลขการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาในปี 2558 ซึ่งสำรวจโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ พบว่าอุตสาหกรรมอาหารเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสูงที่สุดและมีแนวโน้มที่สูงขึ้นทุกปี ดังนั้นการเตรียมบุคลากรวิจัยเพื่อรองรับการเติบโตด้านการวิจัยและพัฒนาของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ในปัจจุบันนักวิจัยภายในบริษัทอาหารส่วนใหญ่ยังขาดประสบการณ์ในการวิจัยและพัฒนาที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และยังขาดความรู้เชิงวิชาการในอุตสาหกรรมที่ตนเกี่ยวข้อง เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารแต่ละชนิดต้องการองค์ความรู้ที่เฉพาะด้าน นอกจากนี้บริษัทยังขาดเครื่องมือการวิจัยที่เฉพาะและทันสมัย รวมถึงบุคลากรยังขาดความชำนาญในการใช้เครื่องมือดังกล่าวในการทำวิจัย ทำให้เมื่อมีปัญหาภายในบริษัทที่ต้องการแก้ไขด้วยงานวิจัยหรือการพัฒนาสินค้าใหม่ บริษัทจึงอาศัยการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกซึ่งมักเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานของรัฐให้ทำวิจัยให้แก่บริษัทเป็นกรณีไป ทำให้บุคลากรวิจัยของบริษัทไม่ได้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการวิจัยเท่าที่ควร เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยในภาคเอกชนที่มีอยู่ให้สามารถดำเนินการวิจัยได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มของนักศึกษาที่เพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโท หรือระดับปริญญาเอก ที่ยังขาดทักษะในการวิจัยในอุตสาหกรรมจริง ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพของบุคลากรวิจัยในอุตสาหกรรมอาหาร (R&D Talent Development Program for Food Industry) ซึ่งมีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรวิจัยสำหรับอุตสาหกรรมอาหารขึ้น ณ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดำเนินการนำร่องรูปแบบการบริหารหน่วยงานพัฒนานักวิจัยในภาคเอกชน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนทำวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นและเกิดความยั่งยืนต่อไป ลักษณะเด่นของศูนย์พัฒนาบุคลากรวิจัยในอุตสาหกรรมอาหาร รูปแบบของกลไก สิ่งที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ

แนวทางการพัฒนาความร่วมมือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคความร่วมมือโครงการ Talent Mobility (Focused Clusters of Talent Mobility)

แนวทางการพัฒนาความร่วมมือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคความร่วมมือโครงการ Talent Mobility (Focused Clusters of Talent Mobility) จากการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินการโครงการส่งเสริมและสนับสนุนบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการจัดการจากภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคการผลิตและบริการ (Talent Mobility) พบว่าสถานประกอบการมีความต้องการเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก ทางศูนย์อำนวยความสะดวก Talent Mobility จึงจัดกิจกรรมการพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมการร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาตลอดจนส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทำวิจัยและพัฒนาเพิ่มมากขึ้นในภาคการผลิตและบริการ รูปแบบของแนวทางพัฒนาความร่วมมือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคความร่วมมือโครงการ Talent Mobility ศูนย์อำนวยความสะดวก Talent Mobility ภาคเหนือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคความร่วมมือโครงการ Talent Mobility ทั้งสิ้น 4 สาขายุทธศาสตร์ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีการแพทย์และเครื่องสำอาง วัตถุประสงค์ของแนวทางพัฒนาความร่วมมือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคความร่วมมือโครงการ Talent Mobility เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างสถานประกอบการและนักวิจัย รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรวิจัยในภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยมีการรวบรวมข้อมูลจากสถานประกอบการต่างๆ มาวิเคราะห์โจทย์และปัญหาในภาพรวมแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม และส่งเสริมกิจกรรมการจับคู่ระหว่างภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมตามยุทธศาสตร์เป้าหมาย เพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายบุคลากร วทน. ของภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรม กรอบแนวทางพัฒนาความร่วมมือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคของภาคเหนือ เพื่อปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสภาพแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศในอนาคตได้ ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย ผลจากการดำเนินกิจกรรม

กลไกการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (CRDC)

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ได้เริ่มนำร่องขับเคลื่อน “โครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในภาคเอกชน (Talent Mobility)” เพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายบุคลากรให้ไปปฏิบัติงานในภาคเอกชน จากการดำเนินการที่ผ่านมาพบว่าสถานประกอบการที่บุคลากร วทน. เข้าไปปฏิบัติในรูปแบบโครงการนำร่องส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในขณะที่สถานประกอบการขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมในการทำกิจกรรมวิจัยและพัฒนา และมีการแสดงเจตจำนงต้องการบุคลากร วทน. เข้าไปปฏิบัติงานวิจัยและพัฒนาเป็นจำนวนมาก กลับมีจำนวนโครงการนำร่องที่บุคลากร วทน. เข้าไปปฏิบัติงานจำนวนน้อยดังนั้นทาง สวทน. จึงมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับมูลนิธิศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อสังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการจัดทำกลไกการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานประกอบการขนาดใหญ่และบริษัทที่มีความพร้อมในการทำกิจกรรมวิจัยและพัฒนา ภายใต้โครงการศูนย์ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนในประเทศไทย เพื่อนำไปสู่ 1) การเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาคอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรม (University-Industry Linkages) และ 2) การสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป รูปแบบของกลไกการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ผลลัพธ์ของกลไกการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ขั้นต่อไปของกลไกการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

กลไกการขยายผลการดำเนินงานโครงการ Talent Mobility ในรูปแบบการบูรณาการโครงการ Talent Mobility (TM) ร่วมกับโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) โดยมุ่งเน้นสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมไทยและอุตสาหกรรมเป้าหมาย

TM-ITAP แนวทางการพัฒนาและปรับตัวของประเทศไทยเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น และเพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) คือการพัฒนาประเทศให้มีรูปแบบเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ซึ่งการลงทุนด้านการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมเพื่อสร้างและสะสมองค์ความรู้นับเป็นกลไกสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อน จากที่มาดังกล่าวทำให้สถานประกอบการในประเทศไทยบางส่วนเริ่มมีการปรับตัวเพื่อดำเนินกิจกรรมที่ใช้ความรู้เข้มข้นมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาให้องค์กรมีนวัตกรรมและเอกลักษณ์เป็นของตนเองอันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสถานประกอบการได้ ซึ่งในปัจจุบันสถานประกอบการสามารถรับการช่วยเหลือและสนับสนุนผ่านโครงการต่างๆ ของภาครัฐได้ การสนับสนุนของภาครัฐในปัจจุบันอยู่ในรูปแบบของโครงการที่หลากหลาย อาทิโครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility: TM) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (Industrial Technology Assistance Program: ITAP) ซึ่งเป็นโครงการที่เป็นที่รู้จักและมีการขอรับการสนับสนุนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์ของโครงการที่คล้ายคลึงกันคือเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม โดยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการลงทุนวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น และมีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายระหว่างนักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญในสถาบันอุดมศึกษากับผู้ประกอบการในภาคเอกชน โดยโครงการ TM เป็นโครงการที่มีการสนับสนุนค่าชดเชยไปที่ต้นสังกัดของบุคลากรวิจัยรวมถึงค่าตอบแทนนักศึกษาหรือผู้ช่วยวิจัย ในขณะที่โครงการ ITAP มีการสนับสนุนในด้านการลงทุนการวิจัยและบุคลากรวิจัยให้กับภาคเอกชน ดังนั้นหากทั้ง ๒ โครงการมีการทำงานร่วมกันจะส่งผลให้สถานประกอบการในภาคเอกชนได้รับการส่งเสริมกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถลดความซ้ำซ้อนและสร้างความชัดเจนในการเข้าร่วมโครงการของผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี โดยมุ่งเน้นสนับสนุนสถานประกอบการที่ดำเนินกิจการใน Super Cluster และ คลัสเตอร์เป้าหมาย ได้แก่ นวัตกรรมอาหาร (Super Cluster) ดิจิทัล (Super Cluster) และเกษตรแปรรูป (Cluster) นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนางานที่อยู่ในบัญชีสิ่งประดิษฐ์ให้ได้มาตรฐานเพื่อนำไปสู่การจัดทำบัญชีนวัตกรรม

โครงการบ่มเพาะศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคอุตสาหกรรมด้วย Talent Mobility (Next Gen Innovator)

โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (สวทน.) และสถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม (สวน.)  โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กับผู้บริหารและบุคลากรวิจัยของสถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ใน 3 คลัสเตอร์ นำร่องสำคัญ ได้แก่ คลัสเตอร์อาหาร คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการเกษตร และคลัสเตอร์ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตของธุรกิจ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งรูปแบบการจัดกิจกรรมของโครงการเน้นการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หลักสูตร “NEXT GEN INNOVATOR : UIL Technology Management for Talent Mobility ” มีระยะเวลาในการฝึกอบรมประมาณ 3 เดือน โดยโครงการนี้เป็นการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการ หลักสูตรอบรม NEXT GEN INNOVATORประกอบด้วยกิจกรรม ทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการ เช่น Creative and innovative Thinking, Value