เตรียมการใหญ่!! สอวช. เชิญรัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย หารือการพัฒนากำลังคน เร่งผุด Manpower Planning ครั้งแรกของประเทศ

เตรียมการใหญ่!! สอวช. เชิญรัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย หารือการพัฒนากำลังคน เร่งผุด Manpower Planning ครั้งแรกของประเทศ (29 สิงหาคม 2562) อาคารจัตุรัสจามจุรี – สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดประชุมหารือการพัฒนากำลังคนของประเทศ (Manpower Planning) เชิญรัฐ เอกชน มหาวิทยาลัยกว่า 60 คนหารือ เร่งผุดแผนพัฒนากำลังคนตอบโจทย์ประเทศครั้งแรกของไทย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยมีการวางแผนพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และแม้ว่ามหาวิทยาลัยจะเป็นแกนหลักสำคัญในการพัฒนากำลังคน แต่ที่ผ่านมายังเป็นการพัฒนากำลังคนแบบ Supply Side อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านเทคโนโลยี จำเป็นต้องอาศัยกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญมาขับเคลื่อน เพราะฉะนั้น หากเราจะร่วมกันปลดล็อกนำพาประเทศไปข้างหน้า ประเทศไทยต้องมีแผนการพัฒนากำลังคนที่มาจากความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง “วันนี้เรามาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดแผนพัฒนากำลังคนอย่างจริงจัง ทั้งแบบ Degree

ผลการพิจารณาคัดเลือกหน่วยการฝึกอบรมหลักสูตรการเตรียมความพร้อมและการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการดำเนินการโครงการ Talent Mobility ประจำปีงบประมาณ 2562

(วันที่ 23 สิงหาคม 62)ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง ผลการพิจารณาคัดเลือกหน่วยการฝึกอบรมหลักสูตรการเตรียมความพร้อมและการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการดำเนินการโครงการ Talent Mobility ประจำปีงบประมาณ 2562 ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่ผ่านการคัดเลือกดำเนินการปรับแผนการดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร พร้อมจัดทำรายละเอียดโครงการฯ เพื่อประกอบการจัดทำบันทึกข้อตกลงในการดำเนินการและจัดสรรงบประมาณต่อไป Download ประกาศ ได้ที่ ลิงค์นี้

ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการ Talent Mobility ประจำปีงบประมาณ 2562 รอบที่ 2

(วันที่ 26 สิงหาคม 62)ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการ Talent Mobility ประจำปีงบประมาณ 2562 รอบที่ 2 Download ประกาศ ได้ที่ ลิงค์นี้

แนวทางการพัฒนาความร่วมมือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคความร่วมมือโครงการ Talent Mobility (Focused Clusters of Talent Mobility)

แนวทางการพัฒนาความร่วมมือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคความร่วมมือโครงการ Talent Mobility (Focused Clusters of Talent Mobility) จากการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินการโครงการส่งเสริมและสนับสนุนบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการจัดการจากภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคการผลิตและบริการ (Talent Mobility) พบว่าสถานประกอบการมีความต้องการเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก ทางศูนย์อำนวยความสะดวก Talent Mobility จึงจัดกิจกรรมการพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมการร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาตลอดจนส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทำวิจัยและพัฒนาเพิ่มมากขึ้นในภาคการผลิตและบริการ รูปแบบของแนวทางพัฒนาความร่วมมือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคความร่วมมือโครงการ Talent Mobility ศูนย์อำนวยความสะดวก Talent Mobility ภาคเหนือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคความร่วมมือโครงการ Talent Mobility ทั้งสิ้น 4 สาขายุทธศาสตร์ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีการแพทย์และเครื่องสำอาง วัตถุประสงค์ของแนวทางพัฒนาความร่วมมือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคความร่วมมือโครงการ Talent Mobility เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างสถานประกอบการและนักวิจัย รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรวิจัยในภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยมีการรวบรวมข้อมูลจากสถานประกอบการต่างๆ มาวิเคราะห์โจทย์และปัญหาในภาพรวมแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม และส่งเสริมกิจกรรมการจับคู่ระหว่างภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมตามยุทธศาสตร์เป้าหมาย เพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายบุคลากร วทน. ของภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรม กรอบแนวทางพัฒนาความร่วมมือดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมตามสาขายุทธศาสตร์ภูมิภาคของภาคเหนือ เพื่อปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสภาพแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศในอนาคตได้ ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย ผลจากการดำเนินกิจกรรม

กลไกการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (CRDC)

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ได้เริ่มนำร่องขับเคลื่อน “โครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในภาคเอกชน (Talent Mobility)” เพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายบุคลากรให้ไปปฏิบัติงานในภาคเอกชน จากการดำเนินการที่ผ่านมาพบว่าสถานประกอบการที่บุคลากร วทน. เข้าไปปฏิบัติในรูปแบบโครงการนำร่องส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในขณะที่สถานประกอบการขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมในการทำกิจกรรมวิจัยและพัฒนา และมีการแสดงเจตจำนงต้องการบุคลากร วทน. เข้าไปปฏิบัติงานวิจัยและพัฒนาเป็นจำนวนมาก กลับมีจำนวนโครงการนำร่องที่บุคลากร วทน. เข้าไปปฏิบัติงานจำนวนน้อยดังนั้นทาง สวทน. จึงมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับมูลนิธิศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อสังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการจัดทำกลไกการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานประกอบการขนาดใหญ่และบริษัทที่มีความพร้อมในการทำกิจกรรมวิจัยและพัฒนา ภายใต้โครงการศูนย์ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนในประเทศไทย เพื่อนำไปสู่ 1) การเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาคอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรม (University-Industry Linkages) และ 2) การสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป รูปแบบของกลไกการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ผลลัพธ์ของกลไกการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ขั้นต่อไปของกลไกการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

กลไกการขยายผลการดำเนินงานโครงการ Talent Mobility ในรูปแบบการบูรณาการโครงการ Talent Mobility (TM) ร่วมกับโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) โดยมุ่งเน้นสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมไทยและอุตสาหกรรมเป้าหมาย

TM-ITAP แนวทางการพัฒนาและปรับตัวของประเทศไทยเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น และเพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) คือการพัฒนาประเทศให้มีรูปแบบเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ซึ่งการลงทุนด้านการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมเพื่อสร้างและสะสมองค์ความรู้นับเป็นกลไกสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อน จากที่มาดังกล่าวทำให้สถานประกอบการในประเทศไทยบางส่วนเริ่มมีการปรับตัวเพื่อดำเนินกิจกรรมที่ใช้ความรู้เข้มข้นมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาให้องค์กรมีนวัตกรรมและเอกลักษณ์เป็นของตนเองอันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสถานประกอบการได้ ซึ่งในปัจจุบันสถานประกอบการสามารถรับการช่วยเหลือและสนับสนุนผ่านโครงการต่างๆ ของภาครัฐได้ การสนับสนุนของภาครัฐในปัจจุบันอยู่ในรูปแบบของโครงการที่หลากหลาย อาทิโครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility: TM) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (Industrial Technology Assistance Program: ITAP) ซึ่งเป็นโครงการที่เป็นที่รู้จักและมีการขอรับการสนับสนุนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์ของโครงการที่คล้ายคลึงกันคือเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม โดยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการลงทุนวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น และมีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายระหว่างนักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญในสถาบันอุดมศึกษากับผู้ประกอบการในภาคเอกชน โดยโครงการ TM เป็นโครงการที่มีการสนับสนุนค่าชดเชยไปที่ต้นสังกัดของบุคลากรวิจัยรวมถึงค่าตอบแทนนักศึกษาหรือผู้ช่วยวิจัย ในขณะที่โครงการ ITAP มีการสนับสนุนในด้านการลงทุนการวิจัยและบุคลากรวิจัยให้กับภาคเอกชน ดังนั้นหากทั้ง ๒ โครงการมีการทำงานร่วมกันจะส่งผลให้สถานประกอบการในภาคเอกชนได้รับการส่งเสริมกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถลดความซ้ำซ้อนและสร้างความชัดเจนในการเข้าร่วมโครงการของผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี โดยมุ่งเน้นสนับสนุนสถานประกอบการที่ดำเนินกิจการใน Super Cluster และ คลัสเตอร์เป้าหมาย ได้แก่ นวัตกรรมอาหาร (Super Cluster) ดิจิทัล (Super Cluster) และเกษตรแปรรูป (Cluster) นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนางานที่อยู่ในบัญชีสิ่งประดิษฐ์ให้ได้มาตรฐานเพื่อนำไปสู่การจัดทำบัญชีนวัตกรรม

โครงการบ่มเพาะศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคอุตสาหกรรมด้วย Talent Mobility (Next Gen Innovator)

โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (สวทน.) และสถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม (สวน.)  โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กับผู้บริหารและบุคลากรวิจัยของสถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ใน 3 คลัสเตอร์ นำร่องสำคัญ ได้แก่ คลัสเตอร์อาหาร คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการเกษตร และคลัสเตอร์ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตของธุรกิจ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งรูปแบบการจัดกิจกรรมของโครงการเน้นการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หลักสูตร “NEXT GEN INNOVATOR : UIL Technology Management for Talent Mobility ” มีระยะเวลาในการฝึกอบรมประมาณ 3 เดือน โดยโครงการนี้เป็นการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการ หลักสูตรอบรม NEXT GEN INNOVATORประกอบด้วยกิจกรรม ทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการ เช่น Creative and innovative Thinking, Value

โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการด้วยงานวิจัย ควบคู่กับการออกแบบโดย Talent Mobility (TCDC)

เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดกลไกความเชื่อมโยงระหว่างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผู้ประกอบการ และนักออกแบบโดย สวทน. และ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ได้ร่วมจัดทำ “โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการด้านการวิจัยควบคู่กับการออกแบบ” ซึ่งมีการนำร่องรูปแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมให้บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กับ ผู้ประกอบการ และนักออกแบบเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเกิดกิจกรรมวิจัยและพัฒนาร่วมกัน ร่วมถึงประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการเคลื่อนย้ายบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility) ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาจากการขาดแคลนบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต กิจกรรมในโครงการนำร่องมีดังนี้ 1.นิทรรศการงานวิจัยกึ่งสำเร็จรูป เป็นการนำเสนอข้อมูลผลงานวิจัย จำนวน 50 ผลงานมานำเสนอในนิทรรศการและทำการปรับรูปแบบให้เข้าใจง่าย ผู้เข้าชมสามารถมองเห็นประโยชน์ของงานวิจัย อันเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไป ด้วยกลไลการจับคู่เชื่อมโยงที่ดำเนินการโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ภาพนิทรรศการ 2.กิจกรรมเสวนาเพื่อการจับคู่ เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถรับฟังการนำเสนอผลงานวิจัยในด้านต่างๆและเกิดการแลกเปลี่ยนความต้องการระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการและนักออกแบบ นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ต่อไปภาพกิจกรรม 3.กิจกรรมจับคู่ธุรกิจให้คำปรึกษารายบริษัท เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถปรึกษานักวิจัยในประเด็นเชิงลึก โดยผู้ประกอบการสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมล่วงหน้าและรับคำปรึกษาตามวันและเวลาที่กำหนด ภาพกิจกรรม 4.กิจกรรมเยี่ยมชมโรงงานเมื่อผู้ประกอบการ นักออกแบบ และนักวิจัย ได้มีความชัดเจนในการร่วมกันพัฒนาโครงการแล้ว กิจกรรมเยี่ยมโรงงานจะเป็นการเข้าศึกษาปัญหาในสถานที่จริง เพื่อเปิดมุมมองอื่นๆที่เกี่ยวข้องและหาข้อมูลประกอบการพัฒนาโครงการต่อไปภาพกิจกรรม 5.กิจกรรมจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาต้นแบบเป็นกิจกรรมที่มีการพัฒนาต้นแบบร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ นักวิจัยและนักออกแบบ ที่สถานประกอบการ โดยมีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการ สำรวจ วิเคราะห์ และแก้ปัญหาร่วมกัน โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการจะเป็นออกเป็น

ศูนย์อำนวยความสะดวก วทน. (STI Facilitation Center)

ด้วยการสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนประเทศด้วยรูปแบบเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) เพื่อเป็นการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การบริหารจัดการองค์ความรู้ด้าน วทน. ของประเทศจึงกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การกระจายองค์ความรู้ และการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ ด้วยเหตุนี้ สวทน. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีจึงได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวก วทน. (STI Facilitation Center) และพัฒนากลไกการอำนวยความสะดวกเพื่อการบริหารจัดการองค์ความรู้ด้าน วทน. ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งนำไปสู่การใช้ประโยชน์และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร องค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการสนับสนุนด้าน วทน. และการเชื่อมโยงของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน นอกจากนี้ศูนย์ดังกล่าวจะถูกนำร่องและถูกศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาให้กลายหน่วยงานบริหารจัดการองค์ความรู้ต้นแบบ ที่จะสามารถนำไปสร้างความเข้มแข็งให้ระบบนิเวศน์นวัตกรรมในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้ ศูนย์อำนวยความสะดวก วทน. (STI Facilitation Center) ได้เริ่มดำเนินการนำร่องตั้งแต่ในปี 2557 โดยมี 6 หน้าที่หลักคือ1.สนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาธุรกิจฐานเทคโนโลยี ให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Knowledge Exchange for SME) เช่น การจัดฝึกอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ2.อำนวยความสะดวกด้านกำลังคนและบุคลากร วทน. (HRD Services) • จัดตั้งและดำเนินงานศูนย์อำนวยความสะดวก